10 แนวโน้มทางเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในปี 2020

ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การคาดการณ์นั้นทำได้ยาก แต่ด้วยข้อมูลที่เกิดขึ้นมหาศาล มันทำให้เราก็พอที่จะคาดการได้ว่าในปี 2020 นี้ จะมีเทคโนโลยีอะไรเกิดขึ้น

จากข้อมูลสำนักข่าวใหญ่ ๆ ทั่วโลก เราได้รวบรวมข้อมูลและสรุปเป็น 10 แนวโน้มทางเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในปี 2020 มาให้อ่านกัน ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ไปลองดูกันครับ

1.Autonomous Cars 

Autonomous Cars หรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัติโนมัติ จะถูกเข้ามาใช้งานจริง ๆ ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ หลังจากที่หลายบริษัทได้มีการทดสอบอย่างหนักและบางประเทศก็กำลังผลักดันกฎหมายให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ๆ โดยหวังว่ามันจะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน สร้างรูปแบบการข่นส่งใหม่ ๆ และอาจสร้างธุรกิจใหม่มากขึ้น  โดยในปี 2020 นี้ คาดว่าจะได้เห็นกันจริง ๆ ซะที

2. Learning Loops

Learning Loops หรือการเรียนรู้ไม่มีสิ้นสุด เทคโนโลยี Machine Learning จะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในด้านธุรกิจ ยิ่งเราแบ่งปันข้อมูลให้กับธุรกิจเหล่านั้นมากเท่าไหร่ เค้าจะคำนวนความต้องการของเราได้ชัดเจนมากขึ้น เช่น รู้ถึงขั้นว่าเราต้องการอะไร ต้องการตอนไหน พร้อมกับส่งโปรโมชั่นมาแนะนำเราในช่วงนั้น เรียกได้ว่า วิน – วิน ทั้งคุ่  แต่สำหรับบางคนที่รักความเป็นส่วนตัว คุณก็แค่เลือกจะไม่แบ่งปันข้อมูลก็เพียงพอ

3.blockchain

ได้ยินกันมามากแล้วสำหรับเทคโนโลยีนี้  แต่ในปี 2020 blockchain จะเป็นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่สร้างความสนใจให้ผู้บริโภคในหลาย ๆ ด้าน ด้วยความที่มันเป็นบัญที่มีความปลอดภัยสูง จึงลดความต้องการผู้ตรวจสอบความถูกต้องของบุคคลที่สาม หรือก็คือ จะซื้อขายอะไร ไม่ต้องพึ่งหน่วยงานกลาง ทำให้ต้นทุนของสินค้านั้น ๆ มันลดลงไปอีก  ทำให้เทคโนโลยี Blockchain จะถูกพัฒนาและใช้งานอย่างจริงจังเพื่อสร้างความปลอดภัยค่าธรรมเนียมต่ำและธุรกรรมที่รวดเร็ว

4.Autonomous Delivery

หลายคนอาจคิดถึง Autonomous Cars  แต่ในทีนี้มันกำลังหมายถึง Drone  และเผื่อใครจะไม่รู้นะ ว่าทุกวันนี้ในประเทศไทย Drone ถูกใช้ในหลายอุตสาหกรรมแล้ว ตั้งแต่ อุตสาหกรรมการเกษตรที่ใช้พ่นปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลง ตั้งโปรแกรมให้พ่น เสียค่าน้ำมันน้อยกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า ใช้แรงน้อยกว่า  รวมทั้งอุตสาหกรรมโรงงานที่ใช้ตรวจสอบสิ่งผิดปรกติในโรงโดยการใช้เซ็นเซอร์ และหากในปีหน้านี้จะมีโดรนขนส่งออกมาก็คงไม่แปลก แต่อุปสรรคสำคัญของเรื่องนี้คือกฎหมายนั่นเอง

5.Augmented Reality

ถึงแม้ Google Glass จะไม่ได้ปิดตัวตามแผนที่วางไว้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า Augmented Reality จะไม่เกิดขึ้น เพราะตอนนี้หลายบริษัทและหลายธุรกิจเริ่มคิดที่จะนำ Augmented Reality มาใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจมากขึ้น และล่าสุด Facebook เองก็ได้พัฒนา EYES OS ขึ้นมาใช้เอง เพราะใช้ว่าในอนาคต คนจะใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับดวงตามากขึ้น แต่ในอนาคตนี้ อาจจะเป็นแค่ 2 – 3 เดือนหน้าก็เป็นได้นะ

6.5G

เรื่องนี้ไม่พูดไม่ได้ ในต่างประเทศก็กำลังตื่นเต้นกันมาก ซึ่งเทคโนโลยีหากเกิดขึ้นแล้ว จะเป็นรากฐานสำคัญของทุกเทคโนโลยี ทั้ง AI , IoT , Blocchain , Augmented Reality ด้วยการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว และค่า latency ที่ต่ำมากๆ นั่นจะทำให้เทคโนโลยีอย่าง Autonomous Cars และ Autonomous Delivery ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนี่ยังไม่รวมถึง การใช้ในทางการแพทย์ ที่ให้แพทย์สามารถผ่าตัดระยะไกลผ่านกล้อง แขนกล และระบบอินเทอร์เน๊ตความสเถียรสูง (ในจีนมีแล้วจริง ๆ นะ)

7.Artificial Intelligence For Personal Security หรือ ปัญญาประดิษฐ์เพื่อความปลอดภัยส่วนบุคคล

อุปกรณ์กว่า 3 หมื่นล้านเครื่องไม่ว่าจะ Smart phone,Smart Watch หรืออุปกรณ์ IoT ต่าง ๆ กำลังกลายเป็นหมายการโจมตีจากแฮกเกอร์ และด้วยข้อมูลมหาศาลที่หลายคนยินดีที่จะแชร์สู่สังคมออนไลน์ ทำให้การจัดการข้อมูลพวกนี้เป็นเรื่องยาก จึงเกิดเป็นแนวโน้มที่จะใช้ Ai ในการรักษาความปลอดภัยข้อมูลในระดับส่วนบุคคล เพื่อลดการเสียหายหากเกิดการโจมตีขึ้น

8.Artificial Intelligence For Customer Service หรือ ปัญญาประดิษฐ์เพื่อใช้ในการบริการลูกค้า

อันนี้จะคล้าย ๆ กับ Learning Loop แต่จะเน้นหนักจริง ๆ ที่การบริการลูกค้า การตอบสนองต่อลูกค้า การเข้าใจลูกค้า การทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งในส่วนของตัวผู้บริโภคอย่างเรา ๆ จะได้เห็นชัดเจนจากการที่ร้านค้าอีคอมเมิร์ชต่าง ๆ จะส่งโปรโมชั่นให้เราในช่วงเวลาที่เรากำลังต้องการพอดี พร้อมตอบสนองบริการเราอย่างตรงจุด ทำให้เราเกิดความประทับในแบรนด์ หรือในสินค้านั้น ๆ

9.Smart Grid

“สมาร์ทกริด”(Smart Grid) คือระบบโครงข่ายสำหรับส่งไฟฟ้าอัจฉริยะแบบครบวงจรโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สมาร์ทกริดทำหน้าที่ส่งไฟฟ้าจากผู้ให้บริการไปยังผู้ใช้บริการด้วยระบบการสื่อสารสองทางเพื่อควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยให้สามารถบริหารจัดการการใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Smart Grid สามารถเป็นได้หลาย ทั้งในแบบว่ามา หรือในอนาคตเมื่อมีรถยนต์ไฟฟ้าที่ชาร์จพลังงานจากแสงอาทิตย์มากขึ้น รถยนต์นี้เหล่านี้อาจจะเป็นแหล่งพลังงานสำคัญให้กับกับเมืองในเวลากลางคืนผ่าน Smart Grid และชาร์จใหม่ในเวลากลางวัน (แต่นั่นต้องแปลว่าระบบแบตเตอรี่จะมีประสิทธิภาพในการเก็บกักประจุไฟที่มากขึ้น

10.Expansion Of Voice User Interface

Expansion Of Voice User Interface  แปลง่าย ๆ คือการสื่อสารระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร จึงไม่ค่อยน่าแปลกใจที่เหล่าบรรดาผู้พัฒนา Ai จะต้องพยายามหาวิธีที่จะให้เครื่องจักรคุยกับมนุษย์รู้เรื่อง โดยในปัจจุบันเราพบว่าเราให้คำสั่งเสียงกับทุกสิ่งตั้งแต่โทรศัพท์ไปจนถึงตู้เย็น !!!  และมนุษย์ยุคต่อไปจะใช้งาน UI เสียง มากกว่าการสัมผัสด้วยมือ



ที่มา : aripfan.com

กลับ