Powered by

 

รับทำโปรเจค html5 รับทำโปรเจค css รับทำโปรเจค javascript รับทำโปรเจค php รับทำโปรเจค codeigniter รับทำโปรเจค laravel รับทำโปรเจค asp.net รับทำโปรเจค angulatjs รับทำโปรเจค reactjs รับทำโปรเจค joonla เว็บสำเร็จรูป รับทำโปรเจค moodle ระบบอีเลิร์นนิ่ง E-learning รับทำโปรเจค wordpress รับทำโปรเจค android application รับทำโปรเจค ios application รับทำโปรเจค flutter รับทำโปรเจค react native ฐานข้อมูล mysql ฐานข้อมูล mariadb ฐานข้อมูล postgresql ฐานข้อมูล sql server ฐานข้อมูล firebase ฐานข้อมูล mongodb รับทำโปรเจค dreamweaver รับทำโปรเจค vscode รับทำโปรเจค sublime text รับทำโปรเจค nodejs expressjs รับทำโปรเจค nginx รับทำโปรเจค apache web server รับทำโปรเจค xampp

 

10 แนวโน้มทางเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในปี 2020

ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การคาดการณ์นั้นทำได้ยาก แต่ด้วยข้อมูลที่เกิดขึ้นมหาศาล มันทำให้เราก็พอที่จะคาดการได้ว่าในปี 2020 นี้ จะมีเทคโนโลยีอะไรเกิดขึ้น

จากข้อมูลสำนักข่าวใหญ่ ๆ ทั่วโลก เราได้รวบรวมข้อมูลและสรุปเป็น 10 แนวโน้มทางเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในปี 2020 มาให้อ่านกัน ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ไปลองดูกันครับ

1.Autonomous Cars 

Autonomous Cars หรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัติโนมัติ จะถูกเข้ามาใช้งานจริง ๆ ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ หลังจากที่หลายบริษัทได้มีการทดสอบอย่างหนักและบางประเทศก็กำลังผลักดันกฎหมายให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ๆ โดยหวังว่ามันจะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน สร้างรูปแบบการข่นส่งใหม่ ๆ และอาจสร้างธุรกิจใหม่มากขึ้น  โดยในปี 2020 นี้ คาดว่าจะได้เห็นกันจริง ๆ ซะที

2. Learning Loops

Learning Loops หรือการเรียนรู้ไม่มีสิ้นสุด เทคโนโลยี Machine Learning จะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในด้านธุรกิจ ยิ่งเราแบ่งปันข้อมูลให้กับธุรกิจเหล่านั้นมากเท่าไหร่ เค้าจะคำนวนความต้องการของเราได้ชัดเจนมากขึ้น เช่น รู้ถึงขั้นว่าเราต้องการอะไร ต้องการตอนไหน พร้อมกับส่งโปรโมชั่นมาแนะนำเราในช่วงนั้น เรียกได้ว่า วิน – วิน ทั้งคุ่  แต่สำหรับบางคนที่รักความเป็นส่วนตัว คุณก็แค่เลือกจะไม่แบ่งปันข้อมูลก็เพียงพอ

3.blockchain

ได้ยินกันมามากแล้วสำหรับเทคโนโลยีนี้  แต่ในปี 2020 blockchain จะเป็นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่สร้างความสนใจให้ผู้บริโภคในหลาย ๆ ด้าน ด้วยความที่มันเป็นบัญที่มีความปลอดภัยสูง จึงลดความต้องการผู้ตรวจสอบความถูกต้องของบุคคลที่สาม หรือก็คือ จะซื้อขายอะไร ไม่ต้องพึ่งหน่วยงานกลาง ทำให้ต้นทุนของสินค้านั้น ๆ มันลดลงไปอีก  ทำให้เทคโนโลยี Blockchain จะถูกพัฒนาและใช้งานอย่างจริงจังเพื่อสร้างความปลอดภัยค่าธรรมเนียมต่ำและธุรกรรมที่รวดเร็ว

4.Autonomous Delivery

หลายคนอาจคิดถึง Autonomous Cars  แต่ในทีนี้มันกำลังหมายถึง Drone  และเผื่อใครจะไม่รู้นะ ว่าทุกวันนี้ในประเทศไทย Drone ถูกใช้ในหลายอุตสาหกรรมแล้ว ตั้งแต่ อุตสาหกรรมการเกษตรที่ใช้พ่นปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลง ตั้งโปรแกรมให้พ่น เสียค่าน้ำมันน้อยกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า ใช้แรงน้อยกว่า  รวมทั้งอุตสาหกรรมโรงงานที่ใช้ตรวจสอบสิ่งผิดปรกติในโรงโดยการใช้เซ็นเซอร์ และหากในปีหน้านี้จะมีโดรนขนส่งออกมาก็คงไม่แปลก แต่อุปสรรคสำคัญของเรื่องนี้คือกฎหมายนั่นเอง

5.Augmented Reality

ถึงแม้ Google Glass จะไม่ได้ปิดตัวตามแผนที่วางไว้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า Augmented Reality จะไม่เกิดขึ้น เพราะตอนนี้หลายบริษัทและหลายธุรกิจเริ่มคิดที่จะนำ Augmented Reality มาใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจมากขึ้น และล่าสุด Facebook เองก็ได้พัฒนา EYES OS ขึ้นมาใช้เอง เพราะใช้ว่าในอนาคต คนจะใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับดวงตามากขึ้น แต่ในอนาคตนี้ อาจจะเป็นแค่ 2 – 3 เดือนหน้าก็เป็นได้นะ

6.5G

เรื่องนี้ไม่พูดไม่ได้ ในต่างประเทศก็กำลังตื่นเต้นกันมาก ซึ่งเทคโนโลยีหากเกิดขึ้นแล้ว จะเป็นรากฐานสำคัญของทุกเทคโนโลยี ทั้ง AI , IoT , Blocchain , Augmented Reality ด้วยการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว และค่า latency ที่ต่ำมากๆ นั่นจะทำให้เทคโนโลยีอย่าง Autonomous Cars และ Autonomous Delivery ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนี่ยังไม่รวมถึง การใช้ในทางการแพทย์ ที่ให้แพทย์สามารถผ่าตัดระยะไกลผ่านกล้อง แขนกล และระบบอินเทอร์เน๊ตความสเถียรสูง (ในจีนมีแล้วจริง ๆ นะ)

7.Artificial Intelligence For Personal Security หรือ ปัญญาประดิษฐ์เพื่อความปลอดภัยส่วนบุคคล

อุปกรณ์กว่า 3 หมื่นล้านเครื่องไม่ว่าจะ Smart phone,Smart Watch หรืออุปกรณ์ IoT ต่าง ๆ กำลังกลายเป็นหมายการโจมตีจากแฮกเกอร์ และด้วยข้อมูลมหาศาลที่หลายคนยินดีที่จะแชร์สู่สังคมออนไลน์ ทำให้การจัดการข้อมูลพวกนี้เป็นเรื่องยาก จึงเกิดเป็นแนวโน้มที่จะใช้ Ai ในการรักษาความปลอดภัยข้อมูลในระดับส่วนบุคคล เพื่อลดการเสียหายหากเกิดการโจมตีขึ้น

8.Artificial Intelligence For Customer Service หรือ ปัญญาประดิษฐ์เพื่อใช้ในการบริการลูกค้า

อันนี้จะคล้าย ๆ กับ Learning Loop แต่จะเน้นหนักจริง ๆ ที่การบริการลูกค้า การตอบสนองต่อลูกค้า การเข้าใจลูกค้า การทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งในส่วนของตัวผู้บริโภคอย่างเรา ๆ จะได้เห็นชัดเจนจากการที่ร้านค้าอีคอมเมิร์ชต่าง ๆ จะส่งโปรโมชั่นให้เราในช่วงเวลาที่เรากำลังต้องการพอดี พร้อมตอบสนองบริการเราอย่างตรงจุด ทำให้เราเกิดความประทับในแบรนด์ หรือในสินค้านั้น ๆ

9.Smart Grid

“สมาร์ทกริด”(Smart Grid) คือระบบโครงข่ายสำหรับส่งไฟฟ้าอัจฉริยะแบบครบวงจรโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สมาร์ทกริดทำหน้าที่ส่งไฟฟ้าจากผู้ให้บริการไปยังผู้ใช้บริการด้วยระบบการสื่อสารสองทางเพื่อควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยให้สามารถบริหารจัดการการใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Smart Grid สามารถเป็นได้หลาย ทั้งในแบบว่ามา หรือในอนาคตเมื่อมีรถยนต์ไฟฟ้าที่ชาร์จพลังงานจากแสงอาทิตย์มากขึ้น รถยนต์นี้เหล่านี้อาจจะเป็นแหล่งพลังงานสำคัญให้กับกับเมืองในเวลากลางคืนผ่าน Smart Grid และชาร์จใหม่ในเวลากลางวัน (แต่นั่นต้องแปลว่าระบบแบตเตอรี่จะมีประสิทธิภาพในการเก็บกักประจุไฟที่มากขึ้น

10.Expansion Of Voice User Interface

Expansion Of Voice User Interface  แปลง่าย ๆ คือการสื่อสารระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร จึงไม่ค่อยน่าแปลกใจที่เหล่าบรรดาผู้พัฒนา Ai จะต้องพยายามหาวิธีที่จะให้เครื่องจักรคุยกับมนุษย์รู้เรื่อง โดยในปัจจุบันเราพบว่าเราให้คำสั่งเสียงกับทุกสิ่งตั้งแต่โทรศัพท์ไปจนถึงตู้เย็น !!!  และมนุษย์ยุคต่อไปจะใช้งาน UI เสียง มากกว่าการสัมผัสด้วยมือ



ที่มา : aripfan.com

กลับ